อสส.หักศาล รธน.! ไม่ยื่น ม.291 ชี้ไม่ล้มล้างการปกครอง

อัยการสูงสุด หักศาลรัฐธรรมนูญ ตีความเนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ไม่ล้มล้างระบอบการปกครอง จึงไม่ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68

             เมื่อวันพฤหัสบดี (7 มิถุนายน) ยังคงมีความร้อนแรงกรณีศาลรัฐธรรมนูญยืนยันถึงอำนาจในการวินิจฉัยร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 ในขณะที่สภาผู้แทนราษฎรเองก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าในการประชุมวันที่ 8 มิถุนายนนี้ จะมีการลงมติในวาระ 3 ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ระงับไว้หรือไม่

             โดยสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ได้มีการประชุมในปัญหาดังกล่าวในช่วงบ่าย และได้กำหนดการแถลงข่าวเวลา 18.00 น. แต่ก็ได้มีการเปลี่ยนมาแถลงในเวลา 19.20 น. โดยนายวินัย ดำรงค์มงคลกุล โฆษกอัยการสูงสุด ได้อ่านคำแถลงการณ์ ซึ่งเป็นคำวินิจฉัย อสส. โดยได้กำหนดเป็นหัวข้อต่าง ๆ ซึ่งในช่วงต้นจะมีการยกตัวบทกฎหมายและอรรถาธิบายก่อนที่จะสรุปเป็นคำ วินิจฉัยของ อสส.

             ในหัวข้อแรกเป็นเรื่องของอำนาจ อสส. ตามมาตรา 68 ซึ่งได้ยกอำนาจตามพระราชบัญญัติอัยการ พ.ศ.2553 รวมทั้งรัฐธรรมนูญว่า อสส.ไม่ ใช่มีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงและยืนคำร้องเหมือนกรณี ส.ส.และ ส.ว.ยื่นคำร้องให้ประธานรัฐสภา ประธานสภาฯ และประธาน ส.ว. แต่มีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงและวินิจฉัยถึงการกระทำดังกล่าว (การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ) ว่าเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อมิให้ อสส.ใช้อำนาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลหรือพรรคการเมืองที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครอง

             หัวข้อที่ 2 กรณีคณะรัฐมนตรี และ ส.ส.เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญตามความในมาตรา 68 หรือไม่นั้น นายวินัยแถลง สรุปว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยอาศัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญใน หมวด 15 ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในหมวด 3 จึงไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามมาตรา 68

             สำหรับกรณี ครม. และ ส.ส.เสนอร่างแก้ไข รธน. ที่กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 หรือไม่นั้น อสส.ให้ความเห็นว่า การเสนอร่างรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 291 ทุกประการ และได้มีการพิจารณาญัตติในรัฐสภา การเสนอร่างแก้ไขดังกล่าวจึงเป็นไปตามมาตรา 291

             นายวินัย ยังได้แถลงในข้อสุดท้าย ซึ่งเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาส่อให้เห็นว่าเป็นการกระทำเพื่อ ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามที่วิธี ทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 นั้น อสส.ได้สรุปว่า ไม่ปรากฏว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับมีข้อความใดที่บ่งชี้หรือแสดงให้เห็นว่าได้ใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อให้ ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ การที่ ครม.และ ส.ส. เสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึง ไม่มีเนื้อหาเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตาม วิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

             "กรณีตามคำร้องของผู้ร้องทั้งหก ข้อเท็จจริงยังไม่พอฟังว่ามีพฤติการณ์หรือการกระทำอันเป็นเหตุให้อัยการสูง สุดต้องยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกกระทำการตามความใน มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งการพิจารณาวินิจฉัยของอัยการสูงสุดในเรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามอำนาจ หน้าที่เฉพาะของอัยการสูงสุด" นายวินัย จบการแถลง

             ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ อสส.มีความเห็นไม่ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ รัฐสภาต้องยึดความเห็นขององค์กรไหน นายวินัย ตอบว่า การดำเนินการต่อไปขององค์กรอื่น อัยการสูงสุดไม่ได้พิจารณา ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำวินิจฉัยไว้ก่อนหน้านี้ จะทำให้ประชาชนสับสนหรือไม่นั้น อสส.ก็ขอไม่ก้าวล่วง  เราดำเนินการเฉพาะอำนาจหน้าที่ของ อสส.เท่านั้น

             ถามต่อว่า หากรัฐสภาจะเรียกประชุมในวาระ 3 โดยอ้างความเห็นของ อสส.จะทำได้หรือไม่ นายวินัยกล่าวว่า การพิจารณาของ อสส.เป็นเพียงความเห็นหนึ่งเท่านั้น การที่รัฐสภาจะนำไปดำเนินการก็เป็นเรื่องกรอบอำนาจของรัฐสภา เราไม่ก้าวก่ายอำนาจขององค์กรอื่น 

             ทั้งนี้ ในเอกสารคำแถลงของนายวินัย ในช่วงท้ายยังมีการพิมพ์วิสัยทัศน์และคำขวัญขององค์กรด้วย โดยวิสัยทัศน์ระบุว่า องค์กรอัยการเป็นสถาบันที่มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรมและเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน มีคำขวัญว่า "เที่ยงธรรมเป็นกลาง  สรรค์สร้างสามัคคี  โปร่งใสในหน้าที่  ภักดีต่อแผ่นดิน"

             โดยนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดนั้น เคยเป็นหัวหน้าคณะทำงานคดียุบพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน ชาติไทย หรือมัชฌิมาธิปไตย รวมทั้งยังเป็นหัวหน้าคณะติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในต่างประเทศ แต่ล่าสุดก็มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีเลี่ยงภาษีของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ผู้เกี่ยวข้องมีความผิดและมีโทษจำคุก

             สำหรับมาตรา 68 นั้น เนื้อหาระบุว่า "บุคคล จะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตาม วิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้

             ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อ เท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดัง กล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว..."


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 ข่าวประกาศ ณ วันที่ 08 มิถุนายน 2555 โดย โรงเรียนสุเหร่าบ้านดอน

กลุ่มสาระการเรียนรู้
แนะนำเว็บไซต์


Social Media